Elegoo Centauri Carbon กับเครื่องแรกในยุคของ Core XY
- ในช่วงปลายปี 2023 ถึงปี 2024 แบรนด์ผู้นำด้านเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ในกลุ่ม Consumer (ไม่ใช่ยอดขาย) คือ Bambu Lab ที่ปรับปรุงการทำงานของเครื่องจนสามารถทำให้ผู้ใช้งานที่ไม่มีความรู้ ประสบการณ์ สามารถใช้เครื่องได้อย่างง่าย ด้วยระบบช่วยคาริเบรตทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เรียกได้ว่าตั้งมาตรฐานใหม่ของเครื่อง FDM 3D Printer ที่ช่วงนั้นจะเริ่มไม่มีอะไรใหม่ๆแล้ว โดยเฉพาะจากฝั่งผู้ผลิตรายใหญ่จากประเทศจีน ในขณะที่ Prusa ก็จะมีอะไรใหม่ออกมาทุกปี
- หลังจากนั้นก็ทำให้เกิดปรากฎการณ์ Bambu Lab โคลนออกมาจากหลายๆแบรนด์ ซึ่งก็มีจุดเด่น จุดด้อยแตกต่างกันออกไป ในปี 2025 เป็นปีที่ทุกแบรนด์จะมีเครื่องในระดับเริ่มต้นที่เสถียรแล้วออกมาทั้งหมด Elegoo Centauri Carbon ก็เป็นหนึ่งในนั้น
- กลุ่มเป้าหมายของ Centauri Carbon (CC) จะเป็นผู้ใช้ในกลุ่มเริ่มต้น ที่มองความคุ้มค่าด้านสเปคการใช้งานและราคา พร้อมต้องมีบริการหลังการขายที่ดี ซึ่งเป็นจุดแข็งของ Elegoo มาตั้งแต่แรกเริ่ม โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ฝั่งเครื่อง Resin 3D Printer ไม่ว่าจะเป็นซีรี่ย์ Mars หรือ Saturn
- เครื่องที่ได้มารีวิวครั้งนี้ เป็นเดโมที่ได้มาก่อนขายจริง ดังนั้นฉบับผลิตจำหน่ายจริง หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงจะระบุไว้ที่หมายเหตุด้านล่าง
ทดสอบการใช้งาน
- ด้วยความที่ Elegoo ส่งเครื่องให้ Influencer จำนวนมาก ทั้งมืออาชีพ มือใหม่ คนนอกวงการ 3D Print ดังนั้น พวกขั้นตอน unbox และอุปกรณ์ การ set up จะมีอยู่เยอะมากใน youtube หรือเข้าไปดูของ official ในลิ้งด้านล่างได้
- สรุปหลังจากได้เครื่องใช้เวลาประกอบ ไม่น่าเกิน 10 นาที ก็พร้อมเริ่มต้นเปิดเครื่อง
- หลังจากประกอบเครื่องเสร็จ เมื่อเปิดเครื่องทางระบบจะให้คาริเบรต ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 25-30 นาที
- รีวิวนี้เลยจะเน้นไปที่การใช้งานเป็นหลัก โดยซอฟแวร์ที่ใช้งานจะเป็นตัว Elegoo Slicer ซึ่งก็มีพื้นฐานมากจาก Orca Slicer ที่เป็น open source แต่ถ้าไล่ไปเรื่อยๆ ก็จะเป็น Orca Slicer > Bambu Studio > Prusa Slicer > Slic3r
- ดังนั้นใครที่เคยใช้ตัวอื่นๆมา จะทำความคุ้นเคยได้ไม่ยาก
- ส่วนมือใหม่ ที่เริ่มต้นกับเจ้าตัว Centauri สิ่งที่ต้องสนใจจริงๆก็มี 3 อย่างคือ คือ 1 ความละเอียดชั้น (layer height) ซึ่งตัวโปรแรกมจะบอกเป็นไมครอน หรือ 0.12-0.28 mm ปกติค่ามาตรฐานจะอยู่ที่ 0.2 mm (200 ไมครอน)
- ซึ่งถ้าตัวเลขยิ่งน้อย งานจะละเอียดขึ้น และใช้เวลาในการพิมพ์นานขึ้นแต่ผิวงานที่ได้ก็จะละเอียดขึ้น โดยเฉพาะส่วนของงานที่เป็นผิวโค้งจะแยกความต่างได้ชัดเจนที่สุด
- ตัวอย่างงานที่พิมพ์ด้วย Elegoo Rapid PLA+ สีส้ม ซึ่งเป็นสีที่ดูดีเทลได้ง่ายอีกสี แต่ถ้าโดนพวกแสงสะท้อน หรือแสงไฟในออฟฟิตจะกลายเป็นว่า มองความต่างได้ยากมาก
- ตัวอย่างงานที่แสดงความแตกต่างของความมละเอียด 120 200 และ 280 ไมครอน
- การทดสอบถัดมาเป็นเรื่องความแม่นยำในการปริ้นชิ้นงาน โดยใช้ชิ้นงานทดสอบแบบเดียวกับที่ใช้ในการรีวิว Creality K2 Plus
- ขนาดที่ได้ค่อนข้างจะแม่นยำกว่าเครื่องทั่วไปโดยเฉลี่ย ดังนั้นใครเอาเครื่องไปใช้ผลิตเป็นงานที่ต้องสวมประกอบก็ไว้ใจได้ระดับหนึ่ง ว่าแม่นยำไม่ต้องขัดตกแต่งเยอะ (มีปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย)
- ตัวอย่างถัดมาเป็นงานทดสอบของ Maker’s Muse ตัว Easter Egg ซึ่งวัดได้ทั้งความเสถียรในการพิมพ์ และความแม่นยำ
- ซึ่งหากปริ้นสำเร็จและชิ้นงาน ภายในสามารถหมุนได้ ก็ถือว่าผ่าน
- โดยรอบนี้ใช้ Elegoo Rapid PLA+ เช่นเดิม แต่เป็นสีเขียว และใช้ความละเอียด 280 ไมครอน
- ตัวงานแม้จะมีตำหนินิดหน่อยด้านขวาของชิ้นงาน ซึ่งเป็นช่วงที่ชันขึ้น แต่งานก็ปริ้นสำเร็จและสามารถหมุนได้
- การทดสอบสุดท้ายก็เป็นไปตามชื่อรุ่นเลยคือ Elegoo Centauri Carbon ดังนั้นก็ต้องพิมพ์วัสดุ Composite หรือวัสดุที่มีการผสมเส้นใยคาร์บอน หรือเส้นใยแก้วเข้าไป ทำให้วัสดุจะมีความเหนียวมากขึ้นกว่าเดิม
- เส้นที่ใช้รอบนี้เป็น Bambu Lab PAHT อบทิ้งไว้ราวๆ 4 ชั่วโมงก่อนปริ้น โดยใช้ profile generic PA CF ไม่ได้ปรับค่าอะไรเพิ่มเติม
- งานที่ออกมาก็สมบูรณ์ ไม่มีส่วนขาดหาย
- วัสดุตัวสุดท้ายที่ทดสอบคือ TPU ซึ่งเป็น 1 ในวัสดุที่ปริ้นยาก เนื่องจากเส้นสามารถดัดงอได้ง่าย ตัวที่ใช้จะเป็น Elegoo TPU 95A ซึ่งมีความแข็งระดับหนึ่ง
- ใช้ profile การปริ้นตัว Elegoo TPU 95A ตอนปริ้นปรับไปใช้โหมด Silent ให้ปริ้นช้าลง ซึ่งนอกจากจะปริ้นสำเร็จแล้ว ยังให้รายละเอียดเล็กๆที่สวยงาม
ฟีเจอร์อื่นๆ ที่ขาดหาย Centauri Carbon
- สำหรับการปริ้นผ่านระบบ Wifi ดูจะเป็นจุดอ่อนมากที่สุด หลายๆยี่ห้อในท้องตลาด มีระบบการปริ้นผ่าน Cloud กันหมด พร้อม Application ติดตามในโทรศัพท์มือถือ แต่สำหรับตัว Elegoo CC ยังรอบรับเฉพาะ Local Network เท่านั้น
- ดังนั้นเวลาจะสั่งปริ้นก็ต้องแอดตังเครื่องจาก IP Address ตาคลิบด้านล่างก็นับว่าด้อยกว่าคู่แข่งอย่าง Bambu Creality อยู่
- ฟีเจอร์ถัดมาคือการปริ้นหลายวัสดุ โดยชุดหลายสี AMS (Bambu Lab) CFS (Creality) ACE Pro (Anycubic) ซึ่งเรียกว่าเป็นฟีเจอร์พื้นฐานในปัจจุบัน เป็นออฟชั่นให้ลูกค้าที่ต้องการเลือกใช้ ส่วนนี้ของ Elegoo CC ยังไม่มีออกมาพร้อมตัวเครื่อง โดยจะออกตามหลังมาในช่วงไตรมาส 3 ปี 2025
- Firmware ของเครื่องยังใช้งานยากๆในบางส่วน เช่น การ Load/Unload เส้น คงต้องรอให้ตัว Multi Materials ออกมาก่อนถึงจะสมบูรณ์
สรุปการใช้งาน Centauri Carbon
- เป็นเครื่องราคาย่อมเยา ใช้งานง่าย ระบบออโต้คาริเบรตที่จำเป็นครบทั้งหมด
- งานประกอบดูดี ได้ฟีเจอร์ ที่มากกว่าแบรนด์อื่น ถ้าเทียบกับเครื่องในงบประมาณ 15,000 บาท ในท้องตลาดตอนนี้
- รองรับวัสดุครบครันทั้งงานต้นแบบ วิศวกรรม แบบใช้ได้จริง ไม่ได้ใส่แค่สเปค
- การซ่อมบำรุง เปลี่ยนหัว ทำได้ง่ายมาก ตามาตรฐานเครื่องปัจจุบัน
- รองรับการพิมพ์พลายสีในอนาคต
- เครื่องมีความสเถียรสูงมาก ไม่มี error หรือเครื่องดับ หลังจากใช้งานเพื่อทำรีวิวมาเลย (มากกว่า 100 ชั่วโมง)




















































