ชิ้นส่วนทางการแพทย์ โดยเฉพาะที่ใช้ในร่างกายของคนเรา ถือว่าเป็นการผลิตที่มีความซับซ้อนและยุ่งยากอย่างนึงในระบบการผลิตในปัจจุบัน เนื่องจากต้องอาศัยความรู้และเทคโนโลยีการผลิต วัสดุ ระดับสูง ดังนั้นต้นทุนจึงสูงมาก โดยส่วนใหญ่ด้านการออกแบบชิ้นส่วนที่จะปลูกฝัง (Implant) ในร่างกายของคนนั้น ต้องมีการทำ CT-Scan เพื่อให้ได้ข้อมูลแบบจำลอง 3 มิติ ออกมาก่อน จากนั้นแพทย์จะนำข้อมูลดังกล่าวเพื่อไปออกแบบให้เหมาะสมอีกที ดังนั้นชิ้นส่วน หรือสิ่งที่ผลิตออกมาจะไม่มีการซ้ำแบบกันเลย ในปัจจุบัน 2020 ที่เข้าใจง่ายที่สุดก็คือชุดครอบ Mask ของ Bellus ที่มีขนาดเฉพาะบุคคล ดังนั้นเทคโนโลยี 3D Printing ที่มีจุดเด่นตรงการผลิตได้เฉพาะบุคคล โดยต้นทุนไม่ได้สูงขึ้น จึงเข้ามามีบทบาทมากในการแพทย์ปัจจุบัน ไม่เฉพาะการสร้างงานต้นแบบ แต่รวมไปถึงชิ้นส่วนที่ใช้งานจริง
Metal 3D Printing ทางการแพทย์
การพิมพ์ 3 มิติเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีการเลือกใช้ Metal 3D Printing เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กระบวนเป็นประเภทของการผลิตแบบสารเติมแต่งโลหะ หรือ metal additive manufacturing คือ Selective Laser Melting (SLM), Direct Metal Laser Sintering (DMLS), Direct Metal Laser Melting (DMLM) ซึ่งกระกวนการเหล่านี้เป็นการผลิตที่ได้ความนิยมในเชิงพาณิชย์สำหรับการผลิตอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์
โลหะสำหรับใช้การผลิตอุปกรณ์ เครื่องมือทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นเกรดทางการแพทย์ นิยมใช้วัสดุโลหะสแตนเลส และไทเทเนียม เพราะมีความปลอดภัยสูง และสามารถเข้ากับร่างกายมนุษย์และสัตว์ได้ดี ดังนั้น Metal 3D Printing ช่วยให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ปรับแต่งตามสรีระของผู้ป่วยและการออกแบบอิสระที่ไม่ต้องคำนึงการกลึงแบบดั้งเดิม จึงทำให้การปลูกถ่ายทางการแพทย์ของผลิตภัณฑ์ที่พิมพ์แบบ 3 มิติ สามารถรวมโครงสร้างการออกแบบ การขัด ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและเนื้อเยื่อ ซึ่งช่วยลดอัตราการปฏิเสธและเข้ากันได้กับร่างกายมนุษย์อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังช่วยให้ลดระยะเวลาการพักฟื้นของผู้ป่วยอีกด้วย

Metal 3D Printing ที่มีการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์ ที่นำไปใช้รักษาแก่ผู้ป่วย ได้แก่
1. Spinal Implant
