Skip to content

090-998-8151 | ✉ sales@sync-innovation.com | 🕐 Mon–Fri 9:00–17:00 | 💬 @sync.innovation
090-998-8151 |
🕐 Mon–Fri 9:00–17:00 | 💬 @sync.innovation

เครื่องพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D Printer คืออะไร

เครื่องพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D Printer คืออะไร

3D Printer คืออะไร?

เครื่อง 3D Printer คือ เทคโนโลยีการผลิตที่สามารถเปลี่ยนข้อมูลดิจิติล หรือแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างขึ้น ให้กลายเป็นชิ้นงานจริงที่สามารถจับต้องได้ โดยหลักการของเครื่องคือการเติมเนื้อวัสดุ (additive) ทีละชั้น (layer by layer) จนได้ตามแบบที่ต้องการ ซึ่งแตกต่างจากกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม เช่น เครื่องกลึง เครื่องกัด เครื่องตัด หรือเครื่อง CNC ที่มักใช้การตัด หรือนำเนื้อวัสดุออก (subtractive) ดังนั้นวัสดุที่ใช้และสูญเสียในการผลิตจึงน้อยกว่ามาก รวมไปถึงการใช้งานของเครื่องที่ใช้เวลาในการเรียนรู้น้อยกว่ามาก ดังนั้นเราจึงเห็นประเทศในฝั่งตะวันตกส่งเสริมให้มีการใช้ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน

Additive Manufacturing (AM) คืออะไร?

Additive Manufacturing (AM) หรือการผลิตแบบเติมเนื้อวัสดุ เป็นแนวคิดการผลิตที่สร้างชิ้นงานจากข้อมูลดิจิทัลโดยการเติมวัสดุทีละชั้นจนได้รูปทรงตามต้องการ โดย 3D Printing เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่อยู่ภายใต้แนวคิด Additive Manufacturing

แตกต่างจากการผลิตแบบ Subtractive Manufacturing เช่น CNC Machining ที่เริ่มจากวัสดุก้อนใหญ่แล้วตัดหรือกัดเนื้อวัสดุออก และ Formative Manufacturing เช่น การฉีดพลาสติกหรือการขึ้นรูปที่ใช้แม่พิมพ์ในการสร้างรูปร่าง

จุดเด่นของ Additive Manufacturing คือสามารถสร้างรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อน ลดความจำเป็นในการใช้แม่พิมพ์ และเหมาะกับการผลิตชิ้นงานที่มีความเฉพาะตัว รวมถึงงานต้นแบบและการผลิตจำนวนน้อย

3D Printing = เทคโนโลยี

กระบวนการ 3D Printer = เครื่องจักรที่ใช้กระบวนการดังกล่าว 

Additive Manufacturing = แนวคิดและกลุ่มเทคโนโลยีการผลิตแบบเติมเนื้อวัสดุ


การผลิตแบบตัดเฉือน

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนจากเครื่อง 3D Printer คือ ผู้ใช้สามารถสร้างหรือประดิษฐ์สิ่งของ อะไหล่ ชิ้นส่วนต่างๆได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งโรงงานร้านที่รับผลิต โดยทักษะที่ต้องมีคือการสร้างหรือเขียน แบบจำลอง 3 มิติ ขึ้นมา โดยใช้โปรแกรมต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งฟรีและเสียเงิน รวมถึงวัตถุประสงค์ของโปรแกรมที่แตกต่างกัน เช่น งานปั้นสิ่งมีชีวิต การเขียนแบบศิลปะ สถาปัตยกรรม หรืองานทางวิศวกรรม เป็นต้น

 

ข้อดีของเทคโนโลยี 3D Printing

1. ต้นทุนการผลิตต่ำ รองรับการสร้างงานต้นแบบหรือผลิตจำนวนน้อย

ปัจจุบันเครื่องพิมพ์ 3D มีราคาถูกลงมาก จนคนทั่วๆไปสามารถหาซื้อได้ ทั้งการซื้อจากโรงงานโดยตรงผ่าน Alibaba Lazada Aliexpress หรือตัวแทนจำหน่ายในไทย ทำให้กระบวนการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ไม่จำกัดอยู่แต่ในโรงงานผลิต ซึ่งส่วนใหญ่รับเฉพาะการผลิตจำนวนมาก (Mass production) หากเป็นคนทั่วไป หรือยังเป็นแค่งานต้นแบบ (Prototype) คงไม่สามารถสั่งผลิตได้ นอกจากตัวเครื่องแล้ว วัสดุในปัจจุบันทั้งแบบ Filament หรือ Resin ก็มีราคาถูกลง และสมบัติที่หลากหลายตามความต้องการ ดังนั้น เทคโนโลยี 3D Printing จึงมีใช้ในทุกระดับตั้งแต่บุคคลทั่วไป จนไปถึงโรงงานขนาดใหญ่


2. อิสระด้านการดีไซน์ผลิตภัณฑ์

เทคโนโลยี 3D Printing เป็นการผลิตแบบเติมเนื้อวัสดุเข้าไป ดังนั้นจึงไม่ต้องคำนึงถึงรายละเอียดที่ซับซ้อนภายในชิ้นงาน ซึ่งต่างจากการผลิตทั่วไป ที่ทำได้เฉพาะผิวด้านนอก หรือต้องใช้เครื่องจักรที่ราคาสูงมากถึงจะผลิตได้ เช่น CNC 5 แกน ในขณะที่เครื่อง 3D Printer ไม่มีข้อจำกัดดังกล่าว


3. การดัดแปลงแก้ไขชิ้นงาน 

เนื่องจากการพิมพ์ 3 มิติ คือการผลิตชิ้นงานทีละชิ้น โดยใช้หลักการเติมเนื้อวัสดุ ดังนั้นสามารถที่จะผลิตชิ้นงานจำนวนมาก ที่ดัดแปลงรายละเอียดเล็กๆ แต่ละชิ้นให้แตกต่างกันโดยที่ต้นทุนไม่เปลี่ยนแปลง เช่น ป้ายชื่อ ขนาดเกลียว หรือแม้กระทั่งสีของชิ้นงาน ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ


ขั้นตอนการทำงานของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

1. การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ (3D modelling) เป็นขั้นตอนเริ่มต้นของการใช้งาน โดยใช้โปรแกรมทางคอมพิวเตอร์หรือ CAD เขียนแบบชิ้นงานออกมาเป็น 3 มิติ ตามขนาดและรูปร่างที่ต้องการ ซึ่งปัจจุบันสามารถหาโปรแกรมฟรีแวร์และราคาถูกได้ง่ายมาก เช่น Autodesk Fusion 360, Blender, TinkerCAD หลังจากนั้นจึงเซฟหรือ export เป็นไฟล์ 3 มิติ ที่ใช้กันทั่วไปคือนามสกุล .stl หรือ .obj เพื่อใช้งานต่อไป

2. การสไลด์แบบจำลอง 3 มิติ (Slicing) ขั้นตอนนี้เป็นการนำแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างขึ้น มาแบ่งเป็นชั้นๆ ตามความละเอียดที่เครื่องและเทคโนโลยีรองรับ เช่น เทคโนโลยี FDM 3D Printing อยู่ที่ประมาณ 50-300 ไมครอน (0.05-0.3 mm) หรือแบบเรซินอยู่ที่ 25-100 ไมครอน (0.025-0.1 mm) รวมไปถึงกำหนดค่าตัวแปรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเร็วในการพิมพ์ อุณหภูมิ การสร้าง support โดยไฟล์ที่ได้จากการสไลด์ส่วนใหญ่จะเป็นนามสกุล .Gcode เหมือนเครื่อง CNC หรือเป็นนามสกุลอื่นๆ ที่เข้ารหัสเฉพาะเครื่อง

3. การพิมพ์ 3 มิติ (Printing) ขั้นตอนนี้คือนำไฟล์ที่ได้จากการสไลด์ในข้อที่ 2 มาป้อนให้กับตัวเครื่อง 3D Printer เพื่อเริ่มต้นการพิมพ์

4. การตกแต่งชิ้นงานหลังการพิมพ์ (Post processing) ขั้นตอนสุดท้ายคือการตกแต่งชิ้นงานหลังการพิมพ์ ซึ่งผู้ใช้สามารถที่จะขัด (Polishing) ทำสี (Painting) หรือนำชิ้นงานหลายๆชิ้นมาประกอบหรือติดกาวเข้าด้วยกัน โดยแต่ละเทคโนโลยีของเครื่อง 3D Printer ก็จะมีขั้นตอนที่แตกต่างกันออกไป เทคโนโลยีหลักของเครื่อง 3D Printer 


3D Printer มีกี่ประเภท ?

3D Printer มีหลายเทคโนโลยี โดยแต่ละประเภทใช้วัสดุและวิธีการสร้างชิ้นงานแตกต่างกัน เครื่องที่พบตั้งแต่ระดับผู้ใช้งานทั่วไปจนถึงระดับอุตสาหกรรม ได้แก่

FDM 3D Printer คืออะไร ? 

FDM (Fused Deposition Modeling) หรือที่เรียกในบางกรณีว่า FFF (Fused Filament Fabrication) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยี 3D Printing ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

FDM ใช้เส้นพลาสติกหรือ Filament เป็นวัสดุ เครื่องจะดันวัสดุเข้าสู่หัวฉีด (Nozzle) จากนั้นหลอมด้วยความร้อนและวางวัสดุลงบนพื้นที่พิมพ์ทีละชั้นตามข้อมูลจากไฟล์ 3D

Filament ที่ใช้ทั่วไปมีขนาด 1.75 มม. ส่วนขนาด 2.85 มม. พบในเครื่องบางรุ่น

วัสดุที่นิยมใช้กับ FDM ได้แก่ PLA PETG ABS ASA TPU Nylon PC Carbon Fiber Reinforced Filament Glass Fiber Reinforced Filament

จุดเด่นของ FDM

  • เครื่องมีตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงอุตสาหกรรม
  • วัสดุมีหลากหลาย
  • มีต้นทุนต่อชิ้นที่เข้าถึงได้
  • สามารถสร้างชิ้นงานขนาดค่อนข้างใหญ่ได้
  • เหมาะกับ Prototype และงานวิศวกรรมหลายประเภท
  • มีระบบอัตโนมัติในเครื่องรุ่นใหม่มากขึ้น

ตัวอย่างผู้ผลิตเครื่อง FDM ที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ Bambu Lab, Creality, Anycubic, Elegoo, Prusa, Raise3D และ UltiMaker 


Resin 3D Printer คืออะไร ? 

Resin 3D Printer ใช้เรซินเหลว (Liquid Resin) เป็นวัสดุ โดยอาศัยแสงเพื่อทำให้เรซินแข็งตัวเป็นชั้น ๆ จนกลายเป็นชิ้นงานสามมิติ เทคโนโลยี Resin ที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • SLA (Stereolithography)
  • MSLA (Masked Stereolithography)
  • DLP (Digital Light Processing)

จุดเด่นของ Resin 3D Printer คือสามารถสร้างชิ้นงานที่มีรายละเอียดสูงและมีผิวค่อนข้างเรียบ จึงนิยมใช้กับงานโมเดล งานเครื่องประดับ งานทันตกรรม และชิ้นงานที่ต้องการรายละเอียดขนาดเล็ก

วัสดุ Resin มีหลายประเภท

  • Standard Resin Tough
  • Engineering Resin Flexible Resin
  • High Temperature Resin
  • Dental Resin
  • Castable Resin

หลังการพิมพ์ Resin บางประเภทต้องผ่านกระบวนการ ล้างและบ่มด้วยแสง UV (Washing & Curing) รวมถึงการนำ Support ออกจากชิ้นงาน ตัวอย่างผู้ผลิต Resin 3D Printer ที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ Phrozen, Elegoo, Anycubic, Formlabs และ HeyGears


SLS และ Metal 3D Printer คืออะไร ? 

นอกจาก FDM และ Resin แล้ว ยังมี 3D Printer สำหรับงานระดับ Professional และ Industrial

SLS 3D Printer : SLS (Selective Laser Sintering) ใช้พลังงานจากเลเซอร์ในการทำให้ผงวัสดุยึดติดกันเป็นชั้น ๆ โดยวัสดุที่นิยมคือ Polymer Powder เช่น Nylon ข้อดีของ SLS คือสามารถสร้างชิ้นงานที่มีรูปทรงซับซ้อนได้โดยไม่ต้องใช้ Support Structure ในลักษณะเดียวกับ FDM จึงเหมาะกับชิ้นส่วนวิศวกรรมและ Functional Parts

Metal 3D Printer : Metal 3D Printer ใช้ผงโลหะเป็นวัสดุ และใช้พลังงาน เช่น เลเซอร์ เพื่อหลอมรวมวัสดุทีละชั้นจนเกิดเป็นชิ้นงาน

วัสดุที่ใช้ขึ้นอยู่กับระบบของเครื่อง เช่น Stainless Steel / Aluminum / Titanium / Tool / Steel / Nickel / Alloy 

เหมาะกับงานที่ต้องการชิ้นส่วนโลหะซับซ้อน เช่น Aerospace, Automotive, Medical และงานอุตสาหกรรมเฉพาะทาง


ส่วนประกอบสำคัญของ 3D Printer 

ส่วนประกอบของ 3D Printer แตกต่างกันตามเทคโนโลยี แต่ส่วนสำคัญของเครื่อง FDM และ Resin มีดังนี้

ส่วนประกอบของ FDM 3D Printer

Nozzle : หัวฉีดที่ใช้ปล่อย Filament ที่ผ่านการหลอมแล้วออกมาเป็นเส้นวัสดุ

Hotend : ระบบทำความร้อนที่ทำให้ Filament มีอุณหภูมิเหมาะสมสำหรับการพิมพ์

Extruder : ชุดขับ Filament ให้เคลื่อนเข้าสู่ Hotend

Build Plate / Print Bed : พื้นที่ที่ใช้สร้างชิ้นงาน

Motion System :  ระบบที่ทำให้หัวพิมพ์หรือแท่นพิมพ์เคลื่อนที่ตามแกน X, Y และ Z

Controller Board :  แผงวงจรที่ควบคุมการทำงานของเครื่อง 

Cooling System : ระบบพัดลมสำหรับระบายความร้อนของ Hotend และช่วยควบคุมการแข็งตัวของวัสดุ


ส่วนประกอบของ Resin 3D Printer 

Resin Vat : ถังสำหรับบรรจุ Liquid Resin

Build Plate : แท่นที่ใช้ยึดชิ้นงานระหว่างการพิมพ์

Light Source : แหล่งกำเนิดแสงที่ใช้ทำให้ Resin แข็งตัว

LCD / DLP System : ระบบควบคุมพื้นที่และรูปแบบของแสงที่ใช้สร้างแต่ละ Layer

Z-axis System :  ระบบควบคุมการเคลื่อนที่ของ Build Plate

Resin Tank : Film ฟิล์มบริเวณด้านล่างของ Resin Vat ที่ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบสร้าง Layer


3D Printer ทำงานอย่างไร ?

แม้แต่ละเทคโนโลยีจะมีวิธีทำงานแตกต่างกัน แต่กระบวนการพื้นฐานสามารถอธิบายได้ดังนี้

FDM

Filament → Extruder → Hotend → Nozzle → Build Plate → Layer by Layer → ชิ้นงาน 

เครื่องจะดัน Filament ผ่าน Extruder ไปยัง Hotend เพื่อหลอมวัสดุ จากนั้น Nozzle จะวางวัสดุตามเส้นทางที่กำหนดไว้ในแต่ละ Layer

Resin

Liquid Resin → Light Source → Resin แข็งตัว → Layer ใหม่ → ชิ้นงาน

แหล่งกำเนิดแสงจะทำให้ Resin แข็งตัวตามรูปแบบของแต่ละ Layer จากนั้นเครื่องจะสร้าง Layer ถัดไปจนได้ชิ้นงานครบตามแบบ

SLS

Powder → Laser → Sintering → Layer ใหม่ → ชิ้นงาน

เลเซอร์จะทำให้ผงวัสดุในบริเวณที่กำหนดเกิดการยึดติด จากนั้นเติมหรือเตรียมชั้นวัสดุใหม่และทำซ้ำจนได้ชิ้นงาน


ขั้นตอนการพิมพ์ 3D 

1.สร้างแบบจำลอง 3 มิติ

เริ่มจากการสร้างแบบจำลองด้วยโปรแกรม CAD หรือ 3D Modeling เช่น Autodesk Fusion, Blender หรือ Tinkercad จากนั้นส่งออกเป็นไฟล์ที่รองรับการทำงานของ Slicer เช่น STL, OBJ หรือ 3MF

2. Slicing

นำไฟล์ 3D เข้าโปรแกรม Slicer เพื่อแบ่งโมเดลออกเป็น Layer และกำหนดค่าการพิมพ์ เช่น Layer Height Infill Print Speed Temperature Support Retraction Wall / Shell Build Plate Settings จากนั้นโปรแกรมจะสร้างไฟล์คำสั่งสำหรับเครื่อง เช่น G-code หรือไฟล์เฉพาะของผู้ผลิตแต่ละราย

3. Printing

ส่งไฟล์เข้าสู่ 3D Printer จากนั้นเครื่องจะสร้างชิ้นงานตามคำสั่งทีละ Layer

4. Post-processing

หลังพิมพ์เสร็จอาจต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติม เช่น

  • แกะ Support
  • ขัดผิว
  • ล้าง Resin
  • UV Curing
  • ทำสี
  • ประกอบชิ้นส่วน

ขั้นตอน Post-processing จะแตกต่างกันตามประเภทของเครื่องและวัสดุ


วัสดุที่ใช้กับ 3D Printer 

วัสดุเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อคุณสมบัติของชิ้นงาน โดยแบ่งตามเทคโนโลยีได้หลายประเภท Filament ใช้กับ FDM เช่น

  1. PLA – พิมพ์ง่าย เหมาะกับงานทั่วไปและ Prototype
  2. PETG – มีความเหนียวและทนทานกว่า PLA ในหลายการใช้งาน
  3. ABS – ทนความร้อนและเหมาะกับงานวิศวกรรมบางประเภท
  4. ASA – มีคุณสมบัติเหมาะกับงานที่ต้องสัมผัสสภาพแวดล้อมภายนอก
  5. TPU – มีความยืดหยุ่น เหมาะกับชิ้นส่วนที่ต้องการความนิ่มหรือยืดหยุ่น
  6. Nylon – แข็งแรงและเหนียว เหมาะกับชิ้นส่วนวิศวกรรม
  7. PC – มีความแข็งแรงและทนความร้อนสูงกว่า Filament ทั่วไปหลายชนิด
  8. Carbon Fiber / Glass Fiber Reinforced – ใช้เส้นใยเสริมแรงเพื่อเพิ่มคุณสมบัติทางกลของวัสดุ

Resin มีทั้ง Standard, Tough, Flexible, High Temperature, Dental และ Castable Resin ซึ่งควรเลือกให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของงาน


Build Volume คืออะไร ? 

Build Volume คือพื้นที่หรือปริมาตรสูงสุดที่เครื่องสามารถสร้างชิ้นงานได้ โดยทั่วไปจะระบุเป็น กว้าง × ลึก × สูง (X × Y × Z) เช่น 256 × 256 × 256 มม.

Build Volume เป็นปัจจัยสำคัญก่อนเลือกซื้อเครื่อง เพราะจะเป็นตัวกำหนดขนาดของชิ้นงานที่สามารถพิมพ์ได้ในครั้งเดียว

หากชิ้นงานมีขนาดใหญ่เกิน Build Volume สามารถแบ่งโมเดลเป็นหลายส่วนแล้วนำมาประกอบภายหลังได้


ความละเอียดของ 3D Printer คืออะไร ?

ความละเอียดของ 3D Printer ไม่ได้วัดจากตัวเลขเพียงค่าเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของเครื่อง สำหรับ FDM ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

  • Layer Height
  • Nozzle Diameter
  • Motion System
  • การควบคุมอุณหภูมิ
  • คุณภาพของวัสดุ

สำหรับ Resin จะพิจารณา เช่น

  • XY Resolution
  • Pixel Size
  • Layer Height
  • ระบบแสง
  • ความแม่นยำของ Motion System

Layer Height คือความสูงของแต่ละ Layer ที่เครื่องสร้างขึ้น ยิ่งตั้งค่า Layer Height ต่ำ โดยทั่วไปจะสามารถสร้างรายละเอียดในแนวแกน Z ได้มากขึ้น แต่ก็ใช้เวลาพิมพ์นานขึ้น

ดังนั้นการเลือกเครื่องไม่ควรดูเพียงตัวเลขความละเอียด แต่ควรพิจารณาคุณภาพของระบบโดยรวมด้วย


ระบบอัตโนมัติใน 3D Printer รุ่นใหม่ 

3D Printer รุ่นใหม่มีระบบอัตโนมัติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดขั้นตอนการตั้งค่าและทำให้ใช้งานง่ายขึ้น เช่น

  • Auto Bed Leveling
  • Auto Calibration
  • Automatic Z Offset
  • Filament Runout Detection
  • Filament Monitoring
  • Power Loss Recovery
  • Camera Monitoring
  • Remote Monitoring
  • Remote Control

ระบบตรวจสอบความผิดปกติของการพิมพ์ ระบบจัดการวัสดุอัตโนมัติในเครื่องบางรุ่น ระบบเหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเริ่มพิมพ์งานได้ง่ายขึ้น และช่วยลดปัญหาที่เกิดจากการตั้งค่าเครื่องไม่ถูกต้อง


วิธีเลือก 3D Printer ให้เหมาะกับงาน

ก่อนซื้อ 3D Printer ควรเริ่มจากการพิจารณาว่าต้องการนำเครื่องไปใช้งานด้านใด

1.พิมพ์อะไร ?

โมเดล ของใช้ Prototype ชิ้นส่วนวิศวกรรม หรือชิ้นส่วนสำหรับการผลิต

2.ต้องการรายละเอียดมากแค่ไหน ?

หากเน้นรายละเอียดสูง อาจพิจารณา Resin 3D Printer ส่วนงานทั่วไปและงานวิศวกรรมหลายประเภทสามารถใช้ FDM ได้

3.ต้องการชิ้นงานขนาดเท่าไร ?

ตรวจสอบ Build Volume ของเครื่องให้เพียงพอกับขนาดชิ้นงาน

4.ต้องการวัสดุอะไร ?

ตรวจสอบว่าเครื่องรองรับ Filament หรือ Resin ที่ต้องการใช้หรือไม่

5.ผลิตจำนวนเท่าไร ?

Prototype, งาน Custom และการผลิตจำนวนน้อยอาจใช้เครื่อง Desktop หรือ Professional ขณะที่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมอาจต้องใช้ระบบ Industrial

6.ต้องการความสะดวกในการใช้งานมากแค่ไหน ?

เครื่องรุ่นใหม่มีระบบ Auto Calibration, Auto Leveling และ Remote Monitoring ช่วยลดขั้นตอนในการตั้งค่า

7.งบประมาณเท่าไร ?

ควรคำนวณทั้งราคาเครื่อง วัสดุ อะไหล่ Software และอุปกรณ์ Post-processing

 

การดูแลรักษา 3D Printer 

การบำรุงรักษาเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เครื่องทำงานได้อย่างสม่ำเสมอและลดปัญหางานพิมพ์

FDM ควรตรวจสอบ

  • Nozzle
  • Extruder
  • Print Bed
  • สายพาน
  • ระบบเคลื่อนที่
  • พัดลม
  • ระบบทำความร้อน
  • ความสะอาดของเครื่อง

Resin ควรตรวจสอบ

  • Resin Vat
  • ฟิล์มของ Resin Vat
  • Build Plate
  • ระบบฉายแสง
  • ความสะอาดของเครื่อง
  • การรั่วไหลของ Resin

นอกจากนี้ควรเก็บวัสดุให้เหมาะสม เช่น Filament ควรป้องกันความชื้น และ Resin ควรเก็บในภาชนะที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงแสงที่ไม่จำเป็น

 

ปัญหาที่พบบ่อยจากการใช้ 3D Printer

FDM 

ชิ้นงานไม่ติด Print Bed : อาจเกิดจากการตั้งระดับ Bed ไม่เหมาะสม อุณหภูมิไม่เหมาะสม หรือพื้นผิว Build Plate ไม่สะอาด

Warping : ขอบชิ้นงานยกตัวขึ้นจาก Print Bed อาจเกิดจากการหดตัวของวัสดุและการควบคุมอุณหภูมิ

Stringing : เกิดเส้นพลาสติกบาง ๆ ระหว่างส่วนต่าง ๆ ของโมเดล โดยอาจเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิและค่า Retraction

Nozzle อุดตัน : อาจเกิดจากวัสดุสะสม สิ่งปนเปื้อน หรือการตั้งค่าอุณหภูมิไม่เหมาะสม

Layer Shift : ชั้นของชิ้นงานเลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม อาจเกี่ยวข้องกับระบบสายพาน มอเตอร์ หรือการเคลื่อนที่ของเครื่อง

Resin

ชิ้นงานหลุดจาก Build Plate : อาจเกิดจากการตั้งค่า Bottom Layer, Exposure หรือการเตรียมพื้นผิวของ Build Plate

Support ล้ม : อาจเกิดจากการวางโมเดลหรือการตั้งค่า Support ไม่เหมาะสม

Layer Separation :  ชั้นของชิ้นงานแยกออกจากกัน อาจเกี่ยวข้องกับ Exposure หรือสภาพของ Resin

รายละเอียดไม่ชัด : อาจเกิดจากการตั้งค่า Exposure ระบบแสง หรือการเลือก Resin ไม่เหมาะกับงาน

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป FDM และ Resin 3D Printer เป็นประเภทที่พบได้มากที่สุด ขณะที่ SLS และ Metal 3D Printer มักใช้ในระดับ Professional และ Industrial

เริ่มต้นอยากใช้งานเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ควรทำอย่างไร ? 

ปัจจุบันเครื่องพิมพ์ 3D นั้นมีหลากหลายเทคโนโลยี แต่ที่บุคคลทั่วไปสามารถจัดหาซื้อได้ คงเป็นเทคโนโลยีแบบเส้นพลาสติก (Fused Deposition Modelling) หรือ FDM อีกแบบคือใช้เรซินเป็นวัตถุดิบหรือ SLA (รายละเอียดสามารถอ่านได้ในบทความนี้) ราคาของเครื่องมีตั้งแต่ราวๆ 8,000 บาท ที่เป็นเครื่องชนิด DIY ต้องประกอบขึ้นเอง และตั้งค่าเองระดับหนึ่ง จนไปถึงหลัก 2 หมื่นบาท ที่ส่วนใหญ่จะพร้อมสำหรับใช้งานตั้งแต่แกะกล่อง หรือในอีกกรณีหากยังไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่อง หลายๆร้านที่ขายอยู่ตอนนี้ก็มีบริการพิมพ์ 3 มิติ ในราคาที่ไม่แพง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการชิ้นงานมากกว่าตัวเครื่อง ซึ่งก็เป็นอีกวิธีที่ดี และไม่ต้องลงทุนมาก

 

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ 3D Printer 

3D Printer คืออะไร ?

3D Printer คือเครื่องจักรที่สร้างชิ้นงานสามมิติจากข้อมูลดิจิทัล โดยสร้างวัสดุทีละชั้นจนได้รูปร่างตามแบบที่กำหนด

3D Printer มีกี่ประเภท ?

มีหลายประเภท เช่น FDM, SLA, MSLA, DLP, SLS และ Metal 3D Printer โดยแต่ละประเภทเหมาะกับวัสดุและลักษณะงานแตกต่างกัน

FDM กับ Resin 3D Printer ต่างกันอย่างไร ?

FDM ใช้ Filament เป็นวัสดุและเหมาะกับงานทั่วไป Prototype และชิ้นส่วนวิศวกรรมหลายประเภท ส่วน Resin ใช้เรซินเหลวและเหมาะกับงานที่ต้องการรายละเอียดและผิวงานสูง

3D Printer ใช้วัสดุอะไร ?

ขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่อง เช่น Filament, Liquid Resin, Polymer Powder และ Metal Powder

3D Printer พิมพ์ชิ้นงานขนาดใหญ่ได้หรือไม่ ?

ได้ ขึ้นอยู่กับ Build Volume ของเครื่อง หากชิ้นงานมีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่พิมพ์ สามารถแบ่งชิ้นงานเป็นหลายส่วนแล้วประกอบภายหลังได้

3D Printer พิมพ์ได้เร็วแค่ไหน ?

ความเร็วขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี เครื่อง วัสดุ ขนาดชิ้นงาน และการตั้งค่า Slicer จึงไม่ควรพิจารณาจากตัวเลขความเร็วสูงสุดเพียงอย่างเดียว

3D Printer เหมาะกับมือใหม่หรือไม่ ?

เหมาะ โดยเฉพาะเครื่อง Desktop รุ่นใหม่ที่มีระบบช่วยเหลืออัตโนมัติ เช่น Auto Bed Leveling และ Auto Calibration

ต้องออกแบบ 3D Model เองหรือไม่ ?

ไม่จำเป็น ผู้ใช้งานสามารถสร้างโมเดลเองด้วยโปรแกรม 3D CAD หรือดาวน์โหลดโมเดลจากแพลตฟอร์ม 3D Model ที่รองรับการนำไปพิมพ์ได้

3D Printer ราคาเท่าไหร่ ?

ราคามีตั้งแต่เครื่องระดับเริ่มต้นไปจนถึงเครื่อง Professional และ Industrial ซึ่งแตกต่างกันมากตามเทคโนโลยี ขนาด วัสดุที่รองรับ และระบบอัตโนมัติ

3D Printer ต้องดูแลรักษาหรือไม่ ? 

ต้องดูแลรักษา เช่น ทำความสะอาด ตรวจสอบชิ้นส่วนสิ้นเปลือง และตรวจสอบระบบการพิมพ์อย่างสม่ำเสมอ โดยรายละเอียดจะแตกต่างกันตามประเภทของเครื่อง

Cart 0

Your cart is currently empty.

Start Shopping