ข้ามไปเนื้อหาหลัก

☎ 090-998-8151 | ✉ [email protected] | 🕐 Mon–Fri 9:00–17:00 | 💬 @sync.innovation
☎ 090-998-8151 |
🕐 Mon–Fri 9:00–17:00 | 💬 @sync.innovation

Logo of Sync Innovation with a light bulb icon.
รีวิวเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติแบบคอมโพสิตในปัจจุบัน

รีวิวเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติแบบคอมโพสิตในปัจจุบัน

1. What are Composite Materials?

ขอหยิบยกข้อมูลจากบทความเก่ามานำเสนออีกครั้งเกี่ยวกับวัสดุ Composite หรือที่ภาษาวิชาการเรียกว่า "วัสดุประกอบ" ซึ่งหมายถึงวัสดุที่มีการนำวัสดุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมาผสมเข้าด้วยกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความแข็งแรง หรือเสริมสมบัติพิเศษ โดยจะแตกต่างจากการผสมสารเคมีทั่วไปตรงที่วัสดุทั้ง 2 ชนิดจะไม่รวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน แต่สามารถแยกออกจากกันได้โดยใช้กระบวนการต่างๆ เช่น กระบวนการทางเคมี (ละลาย) หรือทางฟิสิกส์ (เผา) รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่บทความ “Composite Materials สำหรับเครื่อง FDM 3D Printer” ในบทความนี้จะเน้นไปที่วัสดุคอมโพสิตเชิงวิศวกรรมที่มุ่งเน้นการเพิ่มความแข็งแรงเป็นหลัก

2. Technology of Composite 3D Printers

ปัจจุบันความต้องการนำผลิตภัณฑ์หรือชิ้นงานจากเครื่อง 3D Printer ไปใช้งานจริงมีมากขึ้น ทั้งในรูปแบบของสินค้าจำหน่ายและอุปกรณ์ช่วยผลิต ซึ่งผู้ใช้จำเป็นต้องคำนึงถึงความแข็งแรงของวัสดุ ดังนั้นวัสดุในกลุ่มคอมโพสิตที่มีสมบัติเด่นด้านความแข็งแรงและสมบัติทางกลจึงมีบทบาทมากขึ้น วัสดุคอมโพสิตเหล่านี้มีหลายรูปแบบ โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะคอมโพสิตสำหรับเทคโนโลยี Materials Extrusion หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า FDM

2.1 Composite Filament

เป็นรูปแบบที่พบเห็นได้มากที่สุดในปัจจุบัน โดยการผสมสารเสริมแรง เช่น เส้นใยคาร์บอน (Carbon Fiber), เส้นใยแก้ว (Glass Fiber) หรือเส้นใยอารามิด (Aramid Fiber) เข้ากับวัสดุหลักแล้วรีดออกมาเป็นเส้น (Filament) พร้อมใช้งาน ซึ่งสามารถใช้กับเครื่อง FDM ที่มีในท้องตลาดได้ทั้งหมด โดยต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ขับเส้นและหัวฉีดให้มีความแข็งแรงทนทานมากขึ้น เพื่อรองรับการเสียดสีจากการฉีดพลาสติกที่ผสมเส้นใย ตัวอย่างเส้นใยที่พบได้ในปัจจุบัน เช่น ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ 3DXTech ที่จำหน่ายเส้นคอมโพสิตคุณภาพสูงหลากหลายชนิด


ตัวอย่างงานพิมพ์จากวัสดุในกลุ่มนี้ จุดเด่นคือรอยต่อระหว่างชั้นจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในบางเครื่องหากใช้ความละเอียด 100-200 ไมครอน จะแทบไม่เห็นรอยต่อ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการคุณภาพผิวงานที่ดีกว่าวัสดุปกติ

PLA+CF 20% PEEK+GF20%
PLA+CF 20% PEEK+GF20%

เครื่องที่รองรับมีตั้งแต่ระดับเริ่มต้นราคาไม่กี่พันบาท ไปจนถึงระดับอุตสาหกรรมราคาสูง ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุที่ใช้

  • PLA, ABS, PETG สามารถใช้เครื่องทั่วไปในท้องตลาดได้ เพียงแค่เปลี่ยนหัวฉีดให้ทนทานต่อการเสียดสี เช่น หัวไทเทเนียม, หัวเคลือบโลหะแข็ง หรือหัวรูบี้ เป็นต้น
  • PC, Nylon ต้องใช้เครื่องระดับสูงขึ้นและมีมาตรฐานดีขึ้น เส้นใยบางยี่ห้อต้องการอุณหภูมิในการฉีดพลาสติกมากกว่า 300 องศาเซลเซียส
  • PEEK และพลาสติกสมรรถนะสูง (High Performance) ต้องใช้เครื่องเกรดอุตสาหกรรมที่พัฒนามาโดยเฉพาะ

ข้อด้อยของเทคโนโลยีนี้คือ ความยาวของเส้นใยเสริมแรงจะสั้นลงอย่างมาก รวมถึงการจัดเรียงตัวของเส้นใย (Fiber orientation) ที่เป็นแบบสุ่มและไม่แน่นอนจากกระบวนการผลิตและการฉีดของเครื่อง 3D Printer ดังนั้นสมบัติการเสริมแรงจึงเพิ่มขึ้นไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่น

สรุป

เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ได้กับทุกเครื่องในท้องตลาด วัสดุราคาไม่แพง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความแข็งแรงเพิ่มขึ้นจากการพิมพ์ปกติทั่วไป

2.2 Co-Extrusion

เทคนิคนี้พบได้ในเครื่องระดับอุตสาหกรรมราคาสูง โดยจะมีระบบป้อน 2 ส่วน คือส่วนของวัสดุหลักและส่วนของเส้นใยเสริมแรง (ที่มาของภาพ: 3D printing for continuous fiber reinforced thermoplastic composites: mechanism and performance) ทำให้ได้ชิ้นงานที่มีส่วนเสริมแรงต่อเนื่องตามแนวยาว ความแข็งแรงตามทิศทางของเส้นใยจึงสูงขึ้นมาก ในทางกลับกันจะมีผลในทิศทางอื่นน้อยกว่า ผู้ผลิตหลายรายใช้คำว่า “continuous fiber reinforced” แทนคำว่า Co-Extrusion เนื่องจากบางเครื่องมีช่องทางการฉีดแยกกันระหว่างวัสดุหลักและเส้นใยเสริมแรง


ตัวอย่างชิ้นงานจากการพิมพ์จากเครื่อง DIY


ความแข็งแรงของชิ้นงานที่ได้จากเครื่องระดับอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างชัดเจน เน้นการใช้งานชิ้นส่วนที่ต้องการทดแทนวัสดุโลหะ หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการน้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแรงสูง (ที่มา: https://markforged.com/)


ตัวอย่างของเทคนิคที่มี 2 หัวฉีด โดยหัวฉีดหลักเป็นวัสดุพลาสติกและอีกหัวเป็นเส้นใยเสริมแรง กรณีนี้เส้นใยมีโอกาสหักหรือเสียหายได้มากกว่าในระหว่างการฉีดขึ้นรูป (ที่มา: Tensile properties and failure behavior of chopped and continuous carbon fiber composites produced by additive manufacturing)

สรุป

เป็นเทคนิคที่เพิ่มความแข็งแรงได้สูงมาก สามารถกำหนดจุดที่ต้องการความแข็งแรงได้ผ่านซอฟต์แวร์ แต่ทั้งเครื่องและวัสดุที่รองรับมีราคาสูง เหมาะสำหรับภาคอุตสาหกรรม หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความแข็งแรงมากกว่าปกติ

2.3 Laminated Composite

เทคโนโลยีนี้ใช้เส้นใยเสริมแรงที่ถักทอเป็นผืนแล้วรีดลงบนชิ้นงานเป็นชั้นๆ ในบริเวณที่ต้องการ คล้ายกับการแปะเทปกาวในจุดที่ต้องการ ดังวีดีโอของ Desktop Metal ข้อดีที่สุดคือเส้นใยที่ถักทอเป็นผืนมีความแข็งแรงมากกว่าแบบ Continuous และมีสมบัติการรับแรงใกล้เคียงกันทุกทิศทาง ช่วยลดปัญหาการเกิดช่องว่าง (Void) ที่เกิดจากความเข้ากันไม่ได้ระหว่างวัสดุหลักและเส้นใย (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่อง Void ได้ที่บทความ Voids in fiber-reinforced polymer composites: A review on their formation, characteristics, and effects on mechanical performance)

สรุป

เป็นเทคโนโลยี 3D Printer คอมโพสิตที่ดีที่สุดในปัจจุบัน แต่มีราคาและการลงทุนที่สูงมาก ทั้งตัวเครื่อง วัสดุ และการบำรุงรักษา

3. คำแนะนำเกี่ยวกับเครื่อง Composite 3D Printer ในปัจจุบัน

  • กลุ่มแรก คือ Composite Filament ระดับเริ่มต้น สามารถใช้เครื่องทั่วไปได้เลยเพียงแค่เปลี่ยนหัวฉีดให้เหมาะสม
  • กลุ่มที่สอง สำหรับ Composite Filament ที่ใช้วัสดุระดับสูงขึ้น เช่น PC, Nylon ควรใช้เครื่องในระดับ Prosumer ที่ผ่านการทดลองใช้งานจนได้ค่าการพิมพ์ที่แม่นยำ เพื่อลดปัญหาการพิมพ์เสียหรืองานไม่ได้คุณภาพ
  • กลุ่มที่สาม Composite Filament วัสดุระดับสูง เช่น PEEK, Ultem, PEI ควรใช้เครื่องที่ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับวัสดุเหล่านี้โดยเฉพาะ โดยราคาเครื่องแบรนด์ยุโรปจะเริ่มต้นที่หลักล้านบาทขึ้นไป
  • กลุ่มที่สี่ สำหรับเทคนิค continuous fiber หรือ laminate fiber ให้เลือกใช้ตามข้อมูลความต้องการทางวิศวกรรมเป็นหลัก โดยอาจเริ่มต้นจากเครื่องในกลุ่มที่สองเพื่อทดลองใช้งานก่อน ก่อนที่จะขยับไปสู่เครื่องระดับที่สูงขึ้น
ตารางเปรียบเทียบความแข็งแรงจาก Desktop Metal

แหล่งข้อมูลจากแบรนด์ชั้นนำด้านเครื่อง Composite 3D Printer โดยเฉพาะ
  • Stratasys
  • Desktop Metal
  • Markforged
Desktop Metal Fiber Markforged X5
Desktop Metal Fiber Markforged X5

ตะกร้าสินค้า 0

ตะกร้าสินค้าของคุณว่างเปล่า

เริ่มช้อปเลย