ความสำคัญของฟิล์มในเครื่อง Resin 3D Printer
หลักการทำงานของเครื่อง Resin 3D Printer ที่ใช้เทคโนโลยี LCD คือ การฉายแสงยูวีตามภาพเพื่อให้เรซินเกิดปฏิกิริยาทางเคมีเปลี่ยนสภาพเป็นของแข็งทีละชั้น การเคลื่อนที่ของฐานพิมพ์ส่วนใหญ่เป็นระบบ Top-Down ต้องอาศัยการดึงเรซินที่แข็งตัวแล้ว (Cured Resin) ให้หลุดจากตัวฟิล์มหรือวัสดุที่แสงส่องผ่านได้บริเวณด้านล่างสุดในทุกชั้นของการพิมพ์ ดังนั้น จึงมีหลายตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จหรือปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งฟิล์มที่ติดอยู่บริเวณด้านใต้ของถาดเรซิน (Resin Tank หรือ VAT) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลอย่างมาก

ฟิล์มที่เหมาะสมควรมีสมบัติเป็นอย่างไร?
- แสงส่องผ่านได้ดีมาก หลายยี่ห้อมักมีการการันตีว่าแสงส่องผ่านได้ในระดับ 90% ขึ้นไป ทั้งนี้เมื่อใช้ไปนาน ๆ ก็จะมีความขุ่นทำให้ความสามารถในการส่องผ่านลดลงไปตามอายุการใช้งาน
- มีคุณสมบัติป้องกันชิ้นงานติดตัวฟิล์มได้ดี เพื่อให้ลอกงานแต่ละชั้นได้ง่าย
- มีความยืดหยุ่น ทนต่อแรงดึงต่อเนื่องจำนวนหลายครั้งโดยไม่เสียรูป เนื่องจากต้องรับแรงดึงตลอดระยะเวลาการพิมพ์
- ทนต่ออุณหภูมิที่สูง โดยปกติเมื่อเรซินเปลี่ยนสภาพจากของเหลวเป็นของแข็ง จะคายพลังงานความร้อนออกมาสูงมาก ซึ่งฟิล์มบางประเภทจะไม่สามารถทนได้ (สามารถทดสอบได้โดยนำเรซินเหลวไปตากแดด จะเห็นควันขึ้น)
- ราคาไม่สูงจนเกินไป เนื่องจากการใช้งานส่วนใหญ่มักใช้กับเครื่อง LCD ที่มีราคาตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีงบประมาณซ่อมบำรุงและเปลี่ยนชิ้นส่วนสูงเหมือนเครื่องในระดับอุตสาหกรรม
ACF Film คืออะไร ทำไมถึงได้รับความสนใจในปัจจุบัน
ประวัติของ ACF Film หรือ Anisotropic Conductive Film นั้นต้องย้อนไปถึงช่วงปี 1980 เป็นการพัฒนาร่วมกันของบริษัท Hitachi Chemicals และ Dexerials เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตจอ LCD ซึ่งบางการใช้งานก็มีการผลิตออกมาในลักษณะกาวประสานที่เรียกว่า ACP (Anisotropic Conductive Paste) โดยทั้ง 2 รูปแบบถูกเรียกรวมกันว่า ACAs (Anisotropic Conductive Adhesives) และยังคงมีการใช้งานตามปกติในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มหน้าจอต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน

- สำหรับ ACF Film ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าใครเป็นเจ้าแรกที่นำมาใช้กับเครื่อง 3D Printer แต่ผู้เขียนเคยเห็นเมื่อ 2 ปีก่อนในแบรนด์ EPAX ซึ่งสมัยนั้นต้นทางก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นวัสดุชนิดใด แต่มีความหนาและอ่อนนุ่มคล้าย ACF ในปัจจุบัน ยิ่งช่วงนั้นหลายแบรนด์นำเสนอในรูปแบบ nFEP หรือ Non FEP โดยที่ไม่ได้ระบุวัสดุ ดังนั้น จึงเป็นข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการว่าวัสดุในยุคนั้นคืออะไรกันแน่
- การที่ ACF แพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน เกิดจาก Supplier ของจีนที่ชื่อ Aorita3D นำเสนอให้เหล่าผู้ผลิตเครื่อง 3D Printer หลายราย รวมถึงขายตรงสู่ผู้ใช้ทั่วไป ทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยผู้ใช้งานจะพบความแตกต่างในการลอกงานที่ชัดเจน เสียงในการลอกงานขนาดใหญ่เต็มพื้นที่พิมพ์จะเงียบลงมาก ส่วนงานขนาดเล็กแทบจะไม่ได้ยินเสียงเลย อัตราความสำเร็จในการพิมพ์เพิ่มสูงขึ้น ปัญหาดึงงานไม่ขึ้นหรืองานหลุดก็ลดน้อยลง
- ส่วนข้อเสียของ ACF ในขณะที่เขียนบทความนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่หลายช่องที่รีวิวเครื่อง LCD 3D Printer ระดับ 12K พบปัญหา Artifact เป็นเส้นตามผิวงาน ปัญหางานไม่คมชัด ลามไปถึงการพิมพ์วัสดุวิศวกรรมไม่ติด (คลิก) โดยในบทความนี้จะทดสอบเปรียบเทียบให้เห็นข้อดี-ข้อเสียในแต่ละประเด็นอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ใช้ตัดสินใจเลือกฟิล์มที่เหมาะสมที่สุด

- ผลทดสอบจาก Ameralabs แสดงถึงแรงดึงของ ACF Film สีเทา ที่อยู่ในกลุ่มต่ำสุด
- FEP 50 ไมครอน อาจเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี แต่จะพบปัญหาความทนทานและรั่วซึมได้ง่าย อีกทั้งในไทยยังมีราคาสูงมาก

- ด้านราคาของตัวฟิล์มสำหรับแบรนด์ Phrozen นั้นไม่ได้ต่างกันมาก แต่ด้วยความที่แพ็คเกจของ ACF 1 เซ็ตมีถึง 3 แผ่น ทำให้ดูราคาสูงกว่าพอสมควร


รายละเอียดการทดสอบ
- เครื่องที่ใช้คือ Mini 8K S รุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งถือเป็นตัวแทนของความละเอียดได้ดี
- วัสดุที่ใช้คือ Phrozen Aqua Red Clay 8K ที่ 50 ไมครอน เป็นตัวแทนกลุ่มเรซินทั่วไป
- วัสดุที่ใช้คือ Bluecast X-One ที่ 30 ไมครอน เป็นตัวแทนงานกลุ่มจิวเวลรี
- วัสดุที่ใช้คือ Onyx Rigid Pro 410 ที่ 50 ไมครอน สำหรับกลุ่มวิศวกรรม
- Speed Resin สำหรับทดสอบกับ Mega 8K งานขนาดใหญ่ คาดว่าตัวนี้อาจไม่เห็นผลมากนัก เนื่องจากโดยปกติจะดึงงานเร็วอยู่แล้วและไม่ได้สูงมาก

การหาค่าเวลาในการฉายแสงของ ACF Film
- เพื่อให้ตัวแปรทั้งหมดเหมือนกันในช่วงแรก จะควบคุมเวลาฉายแสงให้เท่ากันทั้ง nFEP และ ACF Film อย่างไรก็ตาม จากผลทดสอบพบว่า ACF ที่มีความขุ่นมากกว่าทำให้แสงมีความเข้มลดลง ส่งผลให้เวลาในการฉายแสง (Exposure Time) ต้องนานยิ่งขึ้น
- ดังนั้น ควรทดสอบหาเวลาที่เหมาะสมสำหรับเรซินแต่ละชนิดใหม่โดยไม่อิงจากค่าของ nFEP

ผลทดสอบจาก Ameralabs แสดงให้เห็นว่าแสงส่องผ่านได้น้อยกว่า 2% โดยประมาณ

ACF Film จำเป็นต้องเพิ่มเวลาฉายแสง
สำหรับเรซิน Aqua 8K จะต้องเพิ่มเวลาขึ้นราว 20-30% ในขณะที่บางชนิดอาจไม่จำเป็นต้องเพิ่ม
- ชิ้นงานตัวอย่างที่นำมาทดสอบเหมือนการรีวิวเครื่องที่ผ่านมา เพื่อให้ตรวจสอบและแยกแยะความแตกต่างได้ดีที่สุด
- สำหรับ Phrozen RP Tester ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่ Phrozen

_______________________________________________
Mini 8K S
- ในกรณีของ Mini 8K S พบว่า ACF Film ต้องใช้เวลาฉายแสงมากกว่าตัว nFEP
- เวลาที่คำนวณจาก Chitubox เมื่อใช้ nFEP และ ACF Film จะแตกต่างกับการพิมพ์จริงทั้งคู่ โดย ACF จะมีความคลาดเคลื่อนมากกว่า เนื่องจากในความเป็นจริง ตัวเครื่องไม่สามารถเคลื่อนที่ขึ้น-ลงได้เร็วตามที่ตั้งไว้ (มีความหน่วง หรือมอเตอร์มีอัตราเร่งต่ำตามข้อมูลบางแหล่งที่ระบุว่ามอเตอร์ที่ใช้ไม่สามารถหมุนได้เร็วตามความเร่งที่ต้องการ)
- ความเร็วในการขึ้น-ลงของ ACF ตั้งไว้ที่ 300 mm/mins (ซึ่งเป็นความเร็วสูงสุดของ Firmware ปัจจุบัน)
- เวลารวมจริงลดลงไปถึง 38% ซึ่งงานขนาดใหญ่จะเห็นผลชัดเจนขึ้น
- ผลงานการพิมพ์สามารถดูได้จากภาพเปรียบเทียบด้านล่าง แม้บางภาพแสงและเงาอาจแตกต่างกัน แต่เรื่องความละเอียดสามารถมองเห็นได้ชัดเจน



ซ้าย nFEP ขวา ACF
- รอบนี้เป็นผลการพิมพ์จากเรซิน Bluecast X-One สำหรับคนทำงานจิวเวลรีโดยเฉพาะ
- โปรไฟล์การพิมพ์ใช้ Official Setting จากทาง Bluecast คือ 30 ไมครอน โดยใช้เวลาฉายแสงเท่ากับเวลายก ทั้ง nFEP และ ACF
- ผลที่ได้แยกความแตกต่างได้ยากเช่นเดิม ยิ่งหากนำไปหล่อต่อ ปัจจัยอื่นน่าจะมีผลต่อคุณภาพมากกว่าตัวงานพิมพ์


ซ้าย nFEP ขวา ACF
สรุปการพิมพ์ Mini 8K ด้วย ACF Film
แม้กระทั่งในรุ่น Mini 8K S ที่ความละเอียด 22 ไมครอน ก็ยังมองเห็นความแตกต่างเรื่องรายละเอียดและความคมชัดได้ยากมาก
_______________________________________________
Mighty 8K
- ผลทดสอบ Mighty 8K ในเรื่องเวลาการฉายแสงให้ผลเช่นเดียวกัน คือ หากใช้ ACF ต้องเพิ่มเวลาเล็กน้อย
- เวลาในการพิมพ์จริงสำหรับโปรไฟล์มาตรฐาน Phrozen ที่จูนมาค่อนข้างแม่นยำ ไม่ต่างจากใน Chitubox ในขณะที่ความเร็วของ ACF กลับคำนวณผิดพลาดไปถึงครึ่งหนึ่ง
- เวลารวมจริงลดลงไป 25% (รออัพเดท Firmware เช่นเดิม)



ซ้าย nFEP ขวา ACF
สรุปการพิมพ์ Mighty ด้วย ACF Film
ในด้านความละเอียดไม่ได้แตกต่างจาก nFEP แต่มีโอกาสที่รายละเอียดขนาดเล็กจะหลุด ฉีกขาด หรือเสียหายจากแรงดึงที่สูงกว่าเดิมได้
_______________________________________________








