ในยุคปัจจุบันคงไม่มีใครที่ไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก ซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าพลาสติกนั้นย่อยสลายยาก ใช้เวลานาน ทำให้เกิดมลภาวะและขยะปริมาณมาก ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นจึงมีหลายองค์กรที่ทำการวิจัยและพัฒนาพลาสติกให้เป็น Bio Plastic โดยใช้วัสดุที่มาจากธรรมชาติ หรือย่อยสลายได้ง่าย มาผสมกับพลาสติกเดิม เพื่อทำหน้าที่เป็น Bio-Based ให้กับพลาสติกนั้นๆ
ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป ในประเทศไทยเองก็มีการรณรงค์งดรับถุงในร้านสะดวกซื้อและห้างร้านจำนวนมาก โดยเปลี่ยนไปใช้ถุงผ้าแทน ซึ่งสามารถช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมได้อีกทาง แต่หลายที่ก็หันไปใช้ถุงผ้าพลาสติกที่อันตรายไม่แพ้กันอยู่ดี ดังนั้นพลาสติกกลุ่ม Bio จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในอนาคต บทความนี้จะพาไปแนะนำวัสดุพลาสติกในปัจจุบันที่สามารถย่อยสลายได้เอง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน

Bio-Based คือวัสดุอะไร ?
วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี อ้อย มันสำปะหลัง มันฝรั่ง มันเทศ ถั่ว เป็นต้น มักถูกจัดให้เป็น Bio-based สำหรับใช้ในการผลิตเป็น Bio Plastic ซึ่งพลาสติกที่ผลิตขึ้นจากวัสดุธรรมชาติ ส่วนใหญ่เป็นวัสดุชีวภาพที่บางส่วนหรือทั้งหมดถูกผลิตขึ้นมาจากสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพืช ต้นไม้ หรือสัตว์ ทำให้สามารถเกิดการย่อยสลายได้เองในธรรมชาติ (biodegradable) และกลับคืนสู่ธรรมชาติได้ 100% แต่บางชนิดจะต้องใช้วิธีการและขั้นตอนการย่อยสลายอย่างถูกต้องกับพลาสติกชีวภาพเหล่านี้จึงจะย่อยสลายได้ถึงแม้ว่าจะมี Bio-Based ก็ตาม ทำให้ช่วยลดปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อม และปริมาณขยะตกค้าง ทำให้พลาสติกชีวภาพเป็นแนวทางการพัฒนาวัสดุสำหรับการใช้งานเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน


1. PLA
พอลิแลคติคแอซิด (Polylactic acid หรือ Polylactide) หรือที่เราคุ้นชินกันในชื่อ PLA เป็นพลาสติกที่ผลิตจากข้าวโพด มันสำปะหลัง หรืออ้อย แต่ส่วนใหญ่นิยมผลิตจากข้าวโพด เพราะเป็นพืชที่มีอายุในการเก็บเกี่ยวเร็ว กระบวนการผลิตคือการนำเมล็ดข้าวโพดไปทำเป็นแป้ง แล้วนำแป้งที่ได้ไปผ่านกระบวนการหมัก (fermentation) โดยใช้แบคทีเรีย Lactobacillus brevis ได้ผลผลิตเป็นกรดแลคติก (Lactic acid) ซึ่งกรดแลคติกนี้เป็นมอนอเมอร์ที่จะนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตเป็นพลาสติก โดยนำไปผ่านกระบวนการ polymerization ได้เป็นพอลิเมอร์ที่เรียกว่า Polylactic acid ในปัจจุบัน Bio-Based หรือ Bio Plastic จาก PLA ถูกแปรรูปเพื่อให้ตรงกับการใช้งานอย่างมาก ทั้งด้านบรรจุภัณฑ์ การแพทย์ รวมถึงเป็นวัสดุ filament ที่ใช้กับเครื่อง 3D Printer อีกด้วย

2. PETG
พอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (Polyethylene terephthalate) หรือมีชื่อย่อว่า PET และ PETG เป็นบรรจุภัณฑ์ที่เราคุ้นชินมากที่สุด นิยมผลิตเป็นขวดน้ำดื่ม ขวดน้ำอัดลม หรือภาชนะบรรจุอาหารต่างๆ เพราะมีน้ำหนักเบา แข็งแรง ใช้งานได้หลากหลาย และปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยทั่วไป PET จะถูกสังเคราะห์ขึ้นด้วยปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชั่น และพอลิเมอไรเซชั่นแบบควบแน่นจากวัสดุตั้งต้นที่เป็นผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ผลิตจากวัตถุดิบหลัก ได้แก่ monoethylene glycol (MEG) ร้อยละ 30 และ purified terephthalic acid (PTA) ร้อยละ 70 แต่ในปัจจุบันวัสดุตั้งต้นเหล่านี้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันมีนวัตกรรม Bio Plastic ซึ่งผลิตจากพืชเป็นวัสดุหมุนเวียน นำมาใช้ทดแทนวัตถุดิบจากปิโตรเลียม เพราะวัตถุดิบ Bio-Based สามารถผลิตได้จากแอลกอฮอล์ ซึ่งได้จากกระบวนการหมักของน้ำตาล จากผลผลิตทางการเกษตร เช่น อ้อย กากน้ำตาล ฟางข้าว เป็นต้น และเมื่อผ่านกระบวนการผลิตจะทำให้ได้เป็น Bio-based polyethylene terephthalate (Bio-PET) จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับสิ่งแวดล้อมในอนาคต

ในปัจจุบัน PETG มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีเครื่อง 3D Printer ที่ใช้วัสดุแบบเส้นกับระบบ FDM ซึ่งในเชิงพาณิชย์ได้มีออกจำหน่ายหลายแบรนด์ อย่างเช่น BioPETG™ Eco-Friendly PETG Filament 3D Printlife


3. PBS
พอลิบิวทิลีนซัคซิเนต (Polybutylene succinate) มีชื่อย่อว่า PBS เป็นพลาสติกชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ และยังเป็นวัสดุอีกชนิดหนึ่งที่ใช้ทำวัสดุทางการแพทย์ โดย PBS เป็นพอลิเอสเทอร์ที่สังเคราะห์ขึ้นด้วยปฏิกิริยาการควบแน่น (condensation polymerization) ระหว่างกรดซัคซินิคและ 1,4-บิวเทนไดออล ซึ่งมอนอเมอร์ทั้งสองชนิดนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถผลิตขึ้นได้จากทั้งแหล่งปิโตรเคมี หรืออาศัยวัตถุดิบจากธรรมชาติก็ได้ แต่นิยมผลิตโดยใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับผลิตเป็น Bio Plastic
ปัจจุบันพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพมีอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดได้รับความสนใจและกําลังพัฒนาสู่ระดับอุตสาหกรรม หนึ่งในนั้นก็คือ PBS ซึ่งวัสดุชนิดนี้จะมีลักษณะขุ่น สามารถนํามาขึ้นรูปได้ง่าย และหลากหลายกระบวนการ โดยเฉพาะการฉีดขึ้นรูปและการเป่าขึ้นรูปฟิล์ม ซึ่ง PBS สามารถทนความร้อนได้ตั้งแต่ 80 – 95 องศาเซลเซียส และมีความยืดหยุ่นที่ดี ที่สำคัญยังสามารถนําไปผสมกับ PLA เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์หลายประเภทได้ เช่น ฟิล์มทางการเกษตร วัสดุทางวิศวกรรม วัสดุทางการแพทย์ เป็นต้น อีกทั้งกำลังขยายไปยังอุตสาหกรรมทางบรรจุภัณฑ์ และกลุ่มผลิตภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (disposal items)
ในส่วนของการวิจัยและพัฒนาเพื่อผลิตเส้นในการใช้กับ 3D Printer ได้ผลการทดสอบเป็นที่น่าพอใจ คาดว่าในอนาคตน่าจะมีการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ให้ได้ใช้งานจริงกัน


4. PVC
พอลิไวนิลคลอไรด์ (Polyvinyl chloride) ส่วนใหญ่แล้วโดยทั่วไปจะเคยได้ยินในชื่อ PVC และที่ใช้ในทุกบ้านก็คือ ท่อน้ำประปาสีฟ้า นั่นเอง โดยทั่วไปแล้ว PVC มีความนิยมใช้ในกลุ่มงานอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์น้อยกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมอื่น เนื่องจาก PVC ประกอบไปด้วยสารเคมีปรุงแต่ง จึงทำให้เกิดการตกค้างของสารเคมีในบรรจุภัณฑ์ได้ง่าย แต่ก็มีบรรจุภัณฑ์บางชนิดผลิตจาก PVC สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่มีสารเคมีตกค้าง เช่น ฟิล์มยืดสำหรับห่อเนื้อสัตว์และผลไม้สด ถาดบรรจุอาหารแห้ง ถาดหรือกล่องบรรจุอาหารสด ขวดบรรจุน้ำมันพืช เป็นต้น
พลาสติกชีวภาพพอลิไวนิลคลอไรด์ (Bio-Polyvinyl chloride) หรือ Bio-PVC เป็นพลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากสารชีวภาพบางส่วน (Partially bio-based) และเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil fuel-based) จัดอยู่ในกลุ่มชนิดย่อยสลายไม่ได้ทางชีวภาพ ซึ่งเป็นพลาสติกชนิด Thermoplastic มีส่วนประกอบหลักคือ คลอรีน 57% ซึ่งเป็นผลผลิตจากเกลืออุตสาหกรรม และอีก 43% มาจากคาร์บอนซึ่งสกัดมาจากน้ำมันและก๊าซ เมื่อเทียบปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในการผลิตพลาสติกแต่ละชนิด พีวีซีเป็นพลาสติกที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อยกว่าพลาสติกประเภท PE, PP, PET และ PS พีวีซียังมีคุณสมบัติทนไฟและดับไฟได้จากคุณสมบัติของสารประกอบคลอรีน
สำหรับใครที่อยากลองใช้เส้นวัสดุ PVC ในการพิมพ์ 3 มิติด้วยเครื่อง 3D Printer ก็ไปหาซื้อกันได้ เพราะมีออกสู่ตลาดเป็นเชิงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว แต่ควรใช้เครื่องแบบตู้ปิด มีระบบกรองกลิ่นที่ดี เพราะสารเคมีที่เกิดจาก PVC ยังคงอันตราย ต่อให้เป็นกลุ่ม Bio-Based

5. PCL
พอลิคาโปรแลคโตน (Polycaprolactone) หรือ PCL เป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่สามารถเข้ากับวัสดุอื่นๆ ได้ง่าย โดย PCL จัดเป็นเทอร์โมพลาสติกชนิดหนึ่ง อยู่ในกลุ่มพอลิเอสเทอร์ที่มีสายโซ่ตรง ที่สังเคราะห์มาจากน้ำมันดิบ ผ่านกระบวนการทางเคมี และผ่านปฏิกิริยาพอลิเมอร์ไรเซชั่นแบบควบแน่น สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable Polymer) มีโครงสร้างคล้าย PLA และ PGA แต่การสลายตัวช้ากว่า ซึ่งมีการนำมาใช้ทางการแพทย์เพิ่มขึ้น เพราะมีสมบัติเชิงกลและการเข้ากันได้กับเซลล์เป็นอย่างดี และผลิตจากวัตถุดิบที่สร้างขึ้นใหม่ได้ ซึ่งวัสดุในกลุ่มนี้เป็นทางเลือกใหม่ของการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในทางด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม
สำหรับเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิตินั้นไม่ได้มีความก้าวหน้า แต่เป็นวัสดุที่ใช้ต่างหากที่มีความก้าวหน้าไปไกล ซึ่ง PCL เองก็ได้รับการผลิตให้ออกมาในรูปแบบเส้น เพื่อใช้กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ


6. PHAs
พอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอต (Polyhydroxyalkanoates) หรือเรียกสั้นว่า PHAs เป็นสารพอลิเมอร์ตั้งต้นที่สามารถนำมาใช้ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ โดยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต PHAs จากการใช้วัตถุดิบจำพวกน้ำมันพืช แป้ง หรือน้ำตาลที่มาจากทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดขึ้นใหม่ได้ (renewable resource) ซึ่งได้แก่ พืชที่มีแป้งหรือน้ำตาลเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย เป็นต้น โดยมีกระบวนการผลิตเริ่มต้นจากการบดหรือโม่พืชนั้นให้ละเอียดเป็นแป้ง จากนั้นทำการย่อยแป้งให้ได้เป็นน้ำตาล และนำไปหมัก (fermentation) เป็นสารประกอบพอลิเอสเทอร์ ซึ่งผลิตได้จากแบคทีเรียหลายชนิดทั้งแกรมบวกและแกรมลบ กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ โดยอาศัยกระบวนการและเอนไซม์จากจุลินทรีย์และมีคุณสมบัติคล้ายพลาสติกสังเคราะห์ ด้วยจุลินทรีย์ชนิดพิเศษ เชื้อที่ได้รับความนิยมใช้ในการผลิตปัจจุบัน ได้แก่ Cupriavidus necator, Pseudomonas sp. และ Eschericia Coli ซึ่งกินน้ำตาลเป็นอาหาร และสามารถเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของน้ำตาลภายในตัวจุลินทรีย์เองเป็น PHAs ซึ่งสามารถแยกออกมาได้โดยการกะเทาะแยกเปลือกนอกหุ้มจุลินทรีย์ออก เนื่องจาก PHAs มีช่วงอุณหภูมิในการหลอมเหลว (Tm) ที่กว้างตั้งแต่ 50 – 180 °C

นอกจากนี้การใช้เชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงยังสามารถผลิต PHAs ได้ในปริมาณ 50 – 88% ต่อน้ำหนักเซลล์แห้ง สำหรับวิธีที่ดีที่สุดในขณะนี้น่าจะเป็นการผลิตจากเชื้อที่ทำพันธุวิศวกรรม ถึงแม้ว่า การผลิตดังกล่าวยังมีปัญหาในเรื่องความคงที่ของยีน การควบคุมปริมาณผลผลิตและราคาของ PHAs ที่ได้ จึงทำให้มีคุณสมบัติในการนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์พลาสติกได้หลากหลาย เช่น พลาสติกที่ใช้ในเกษตรกรรมที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ หรือวัสดุชีวภาพสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เป็นต้น

7. PHB
พอลิไฮดรอกซีบิวทีเรต (Polyhydroxybutyrate) หรือ PHB ซึ่งเมื่อย่อยสลายแล้วจะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ แบคทีเรียและราที่มีอยู่ทั่วไปจะย่อยวัสดุชนิดนี้จนหมดสิ้นไปในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น
PHB ถูกค้นพบโดย Maurice Lemoigne นักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศส เกิดจากการย่อยสลายของจุลินทรีย์ หรือผลิตจากแบคทีเรียที่ชื่อว่า Alcaligenes eutrophus โดยใช้แหล่งวัตถุดิบจากน้ำตาลกลูโคสหรือแป้ง มาเป็นแหล่งคาร์บอนให้กับจุลินทรีย์ และสะสมสารไว้ในตัว เพื่อเปลี่ยนเป็น acetyl-CoA ซึ่งสารนี้จะเป็นมอนอเมอร์สำหรับใช้ในการผลิตเป็น PHB
เมื่อ PHB พลาสติกนี้สลายตัว ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาสู่บรรยากาศ มีปริมาณใกล้เคียงกับที่พืชใช้เพื่อผลิตเป็นกลูโคส ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แก่บรรยากาศของโลก ซึ่งการผลิตพลาสติกชีวภาพขึ้นมานั้นเพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการในการใช้พลาสติกที่เพิ่มสูงขึ้น รวมไปถึงการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ส่งผลให้ปัจจุบันได้ใช้พลาสติกชนิดใหม่นี้ในรูปของภาชนะต่างๆ มากขึ้น เช่น ขวดแชมพูสระผม บรรจุภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น


8. PC
พอลิคาร์บอเนต (Polycarbonate) มีตัวย่อว่า PC เป็นเทอร์โมพลาสติกผสมแป้ง (Thermoplastic starch) และเป็นพลาสติกชีวฐาน (Bio-based plastic) Bio-PC เป็นพอลิเมอร์ที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ จัดอยู่ในกลุ่มที่มาจากธรรมชาติโดยตรง ไม่เป็นพิษ ย่อยสลายได้โดยการฝังกลบโดยการกระทำของจุลินทรีย์ และเป็นวัสดุที่สามารถหาใหม่ทดแทนได้
ที่สำคัญคือยังมีความแข็งแรงที่ใกล้เคียง และมากกว่าในบางผู้ผลิต เมื่อเปรียบเทียบกับ PC ปกติ แบรนด์ที่เป็นที่นิยมคือ มิตซูบิชิ เคมิคอล ในชื่อทางการค้าว่า DURABIO

9. PA
พอลิเอไมด์ (Polyamide) หรือ PA แต่ชื่อที่เรารู้จักกันน่าจะเป็นไนลอน (Nylon) คือ พอลิเมอร์ที่มีกลุ่มเอไมด์ (R-CO-NH-R) เป็นส่วนสำคัญของพอลิเมอร์สายโซ่หลัก และเกิดจากกระบวนการพอลิเมอร์ไรเซชัน (polymerization) ของเอไมด์ (amide, CHONH) และกรดอินทรีย์ มีการเพิ่มสารแต่งเติม (filler & additives) ประเภทกราไฟต์และโมลิบเดนั่มไดซัลไฟต์ (graphite & molibdenum disulphite) ทำให้เพิ่มสมบัติให้ดียิ่งขึ้น เป็นพลาสติก Bio-Based อีกชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถย่อยสลายเองได้

10. TPS
เทอร์โมพลาสติกสตาร์ช (Thermoplastic starch) หรือ TPS คือ กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบตั้งต้นที่มาจากพืชและสัตว์โดยตรง ถือว่าเป็นพลาสติกชีวฐาน (bio-based plastics) ที่มาจากสิ่งมีชีวิต เช่น พืชและสัตว์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหมุนเวียนหรือสามารถหาใหม่ทดแทนได้ สามารถขึ้นรูปด้วยเทคนิคการขึ้นรูปตามที่นิยมใช้กับพลาสติกที่ผลิตจากปิโตรเลียมได้เช่นกัน
ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและมีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องของวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง และถั่วต่างๆ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต TPS โดยปกติแป้งไม่สามารถขึ้นรูปได้โดยกระบวนการทางความร้อนเหมือนกับพลาสติกทั่วไปได้ เนื่องจากอุณหภูมิหลอมเหลวของเม็ดแป้ง (Tm ~ 220 – 240 °C) สูงกว่าอุณหภูมิสลายตัว (Td ~ 220 °C) ส่งผลให้เม็ดสตาร์ชสลายตัวก่อนที่จะหลอมเหลว ดังนั้นการพัฒนาแป้งเป็นเทอร์โมพลาสติกหรือให้สามารถขึ้นรูปได้โดยกระบวนการทางความร้อนสามารถทำได้โดยการผสมแป้งที่อยู่ในรูปฟลาวร์หรือสตาร์ชกับพลาสติไซเซอร์ เช่น น้ำ, ซอร์บิทอล, กลีเซอรอล, เอทิลีนไกลคอล เป็นต้น ในสภาวะที่มีการให้ความร้อน ความดัน และแรงเฉือน เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างกึ่งผลึกของแป้งให้เป็นโครงสร้างอสัณฐาน ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการดังกล่าวเรียกว่า เทอร์โมพลาสติกฟลาวร์ (thermoplastic flour, TPF) หรือ เทอร์โมพลาสติกสตาร์ช (thermoplastic starch, TPS) ซึ่งสามารถขึ้นรูปได้โดยกระบวนการเดียวกันกับพลาสติกทั่วไป

11. PP
พอลิพรอพิลีน (Polypropylene) ใช้ตัวย่อว่า PP จัดเป็นพอลิเมอร์ประเภทเทอร์โมพลาสติกที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ และยังมีการใช้ในงานอื่น ๆ เช่น สิ่งทอ ขวด สติกเกอร์ ธนบัตรพอลิเมอร์ เป็นต้น
Bio-PP เป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่ใช้เป็นวัสดุสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร มีความทนทาน และยืดหยุ่น พลาสติกชนิดนี้ผลิตจากวัตถุดิบจากพืช แต่มีคุณสมบัติเหมือนกับพลาสติกธรรมดาทั่วไป (conventional plastics) ที่ไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ จึงนิยมนำไปใช้งานอย่างกว้างขวาง เช่น ทำเป็นหลอดดูดพลาสติก กล่องบรรจุอาหารแช่แข็ง เครื่องมือแพทย์ ขวดบรรจุสารเคมี อะไหล่รถยนต์ ปกแฟ้มเอกสาร ถุงพลาสติกบรรจุอาหารที่ทนความร้อน ตลับเครื่องสำอาง ถุงปุ๋ย เป็นต้น

12. PU
พอลียูรีเทน (Polyurethane) หรือที่นิยมใช้ในตัวย่อว่า PU วัตถุดิบที่ใช้เป็นมอนอเมอร์ในการผลิต Bio-PU หาได้จากวัสดุที่สามารถผลิตทดแทนได้ อย่างเช่น พืชและจุลินทรีย์ โดยคุณสมบัติของ Bio-PU ทั้งทางกายภาพและทางเคมีแตกต่างกันขึ้นกับมอนอเมอร์และสภาวะในการทำปฏิกิริยา โดยส่วนใหญ่สมบัติของ Bio-PU จะขึ้นกับการนำไปใช้งาน และไม่สามารถช่วยให้ย่อยสลายได้ง่ายขึ้น
13. PE
Polyethylene (PE) is a polyethylene plastic derived from ethanol made from sugarcane, making it a Bio-Based plastic or Bio-PE. It shares the same properties as polyethylene, is translucent white, and is highly flexible. It has a lower carbon dioxide emission rate than traditional PE.

14. PBAT
Polybutylene adipate co terephthalate (PBAT) is a bioplastic derived from petrochemical sources. Bio-PBAT is synthesized through the polymerization of petroleum-based monomers. It is a biodegradable bioplastic. In the general market, PBAT is an alternative biodegradable plastic that can replace traditional plastics. Due to its flexibility and shape recovery properties, it is used in production processes similar to those for plastic bags and wrapping films, for example.


Can Bio-Based Plastics Biodegrade?
Biodegradable plastics are a type of "bioplastic" produced from bio-based or natural sources. They can be divided into two types: biodegradable and non-biodegradable. Therefore, in reality, just because a plastic is composed of natural ingredients does not necessarily mean it is biodegradable. In other words, any plastic made from bio-based materials may or may not be biodegradable.
Currently, known biodegradable plastics include PHA, PHB, PLA, PCL, PBS, PBSA, PEC, PES, PBT, PTT, PVAL, and natural polymers.


Bio Filaments for 3D Printing
There are many types of plastic filaments used with 3D printers. As you may already know, these filaments can be mixed with various proportions of bio-based materials and processed into filaments for modern 3D printers. Additionally, PLA is now being mixed with natural waste materials, such as coffee grounds and herbal fibers. These are considered Bio-Plastics that do not leave behind harmful residues like traditional plastics and are safe for users' health. This represents a future trend expected to gain significant popularity in the consumer goods manufacturing industry, as well as in medical, automotive, and agricultural applications.








